<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://nki.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาใกล้พื้นที่โครงการฯ]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/109020</link>
<guid isPermaLink="false">27725ea7d7f3c453b9feeeaada06b777</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 11:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:48px;"></span></strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" /><strong><span style="font-size:48px;">ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาใกล้พื้นที่โครงการฯ</span></strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /><strong><span style="font-size:48px;"></span></strong></h1>

<p>&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><span style="font-size:28px;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></span><span style="font-size:36px;"><strong>แผนที่ท้องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา</strong></span><span style="font-size:28px;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></span></h2>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/messageImage_1756180786206.jpg" style="width: 1036px; height: 625px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" /><strong>วัดช้างเผือก</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;วัดช้างเผือก ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒๖ บ้านวัดช้างเผือก หมู่ที่ ๓ ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕ ไร่ ๒ งาน อาณาเขต ทิศเหนือ-ประมาณ ๒ เส้น จดถนนริมแม่น้ำโขง ทิศใต้ประมาณ ๒ เส้น ๒ งาน จดที่ดินนายถ้ำ เทวงษา ทิศตะวันออกประมาณ ๒ เส้น ๒ งาน จดถนนซอย ๑๔ ทิศตะวันตกประมาณ ๑ เส้น จดถนน ชอย ๑๓ อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถเดิมสร้างสมัยพระไชยเชษฎาธิราช บูรณะใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ศาลาการเปรียญทรงไทยชั้นเดียวสร้าง พ.ศ. ๒๕๓๐ กฏิสงฆ์ จำนวน ๕ หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ สมัยอู่ทองหน้าตัก กว้าง ๒๖ นิ้ว พระพุทธรูปบูชาเนื้อสัมฤทธิ์จำปา หน้าตักกว้าง ๑๒ นิ้ว พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ เนื้อขันลงหิน หน้าตักกว้าง ๑๒ นิ้ว พระบูชาสัมฤทธิ์ ศิลปลาวหน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว พระธาตุพระอรหันต์สาวก ๕๐ องค์ และเจดีย์ช้างเผือก บูรณะสร้างครอบองค์เก่าเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ กว้าง เมตร สูง ๑๘ เมตร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;วัดข้างเผือก สร้างเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๐๖ เป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่สร้างขึ้นเมื่อพระไชยเชษฐาธิราชอพยพผู้คนชาวเชียงใหม่ มาตั้งนครศรีเชียงใหมในการอพยพ ได้นำช้างเผือกคู่บารมีมาด้วย ต่อมาช้างเผือกป้วยเป็นโรคท่าแล้วตายลง จำต้องทำการเผาแล้วก่อเป็นเจดีย์เรียกเจดีย์ช้างเผือกและสร้างเป็นวัดชื่อวัดช้างเผือก ได้รับพระราชทานวิสงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๐ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๕๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ เจ้าอธิการหมื่น พ.ศ. ๒๔๓๕-๒๔๕๐ รูปที่ ๒ พระครูวัชรคณาภรณ์ (เพชร โมสโก) พ.ศ.๒๔๕๑-๒๕๐๒ รูปที่ ๓ พระอธิการสว่าง ปญญาวโร พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๑๗ รูปที่ ๔ เจ้าอธิการคำภา ถาวโร พ.ศ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๓ รูปที่ ๕ พระครูศรีนพบุรารักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ. ๒๔๙๘ และศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เปิดสอน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๒๑</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259509_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" />&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259508_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259506_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" />&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259507_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" /><strong>วัดธาตุดำ</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;วัดธาตุดำ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๓ บ้านศรีเชียงใหม่ ถนนมิ่งเมือง หมู่ที่ ๑ ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๘ ไร่ ๓ งาน ๑๙ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๕ เส้น ๓ วา จดถนนมิ่งเมือง ทิศใต้ จด ต.ช.ด. ทิศตตะวันออกประมาณ ๕ เส้น ๓ วา จดที่ของนายสม เตชะ ทิศตะวันตกประมาณ ๕ เส้น ๓ วา จดชอย ต.ช.ด. มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๒ ไร่ อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วยอุโบสถ ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารไม้ สร้าง พ.ศ. ๒๔๘๒ กฏิสงฆ์ จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารไม้ ศาลาอเนกประสงค์ สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๓ ปูชนียวัตถุมีเจดีย์แปดเหลี่ยมแปดชั้น สร้าง พ.ศ. ๒๑๐๔ บูรณะ พ.ศ. ๒๓๐๑ และพระพุทธรูปพระประธาน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;วัดธาตุดำ ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐ เป็นวัดที่สร้างในสมัยเจ้าคริบุญสาน เจ้าครองนครศรีสัตตนาค (เวียงจันทน์) อาณาจักรล้านช้าง ต่อมามีการบูรณะประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๑ โดยเจ้ากรมพระยามหาศักดิ์พลเสน ซึ่งยกทัพมาปราบเวียงจันทน์และตั้งค่ายหลวงอยู่หลังวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๔ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๔๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระจอมเพ็ชร พ.ศ. ๒๔๗๙-๖๔๘๖ รูปที่ ๒ พระปั่น พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๕๐๐ รูปที่ ๓ พระคำภา ถาวโร พ.ศ. ๒๕๐-๖๕๑๐ รูปที่ ๔ พระสอน จิติณาโณ พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๖ รูปที่ ๕ ๕ พระชม ญาณสมุปนโน พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๔ รูปที่ ๖ ๖ เจ้าอธิการสุพจน์ อธิปญโญ พ.ศ. ๒๕๑-๒๕๒๖๒ รูปที่ ๗ พระครูโพธาพิทักษ์ (สุพจน์) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นมา</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259473_0_0.jpg" style="width: 224px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259474_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259472_0_0.jpg" style="width: 534px; height: 300px;" />&nbsp; <img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259471_0_0.jpg" style="width: 534px; height: 300px;" /></p>

<h2 style="text-align: center;">&nbsp;</h2>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" /><strong>วัดนางเขียวค้อม</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดนางเขียวค้อม ตั้งอยู่ที่บ้านหัวทราย ถนสายท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ b ไร่ ๒ งาน ๑๐๑ ตารางวา โฉนด เลขที่ ๑๕๖๗ อาณาเขต ทิศเหนือ จดถนนสาธารณะ ชอย ๑๔ ทิศใต้ จดโรงเรียนประชาบาลบ้านห้วยทราย ทิศตะวันออก จดแม่น้ำโขง ทิศตะวันตก จดถถนนสาธาธารณะ อาคารเสนาสนะประกอบด้วยศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคารไม้และครึ่งตึกครึ่งไม้ ปูชนียวัตถุมีเจดีย์นางเขียวค้อม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดนางเขียวค้อม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๓ โดยมีพระนางเขียวค้อม เป็นผู้ดำริให้สร้างวัดขึ้นสมัยพระเจ้าเชษฐาปกครองนครเวียงจันทน์&nbsp;ซึ่งปรากฏในหนังสือพงศาวดาประเทศสาธารณะ- รัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรื่องท้าวศรีโคตรพระตะบองกล่าวถึงเรื่องของพระนางเขียวค้อม พระราชธิดาของเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์สมัยนั้น การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระหมื่น รูปที่ ๒ พระคำสิงห์ รูปที่ ๓ พระคำแดง รูปที่ ๔ พระพยุง รูปที่ ๕ พระเข็มพร รูปที่ ๖ พระถนอม รูปที่ ๗ พระใส รูปที่ ๘ พระครูสถิตย์วรวรรณ นอกจากนี้มีมีที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259482_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" />&nbsp; &nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259479_0_0.jpg" style="width: 301px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259480_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" />&nbsp; &nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259481_0_0.jpg" style="width: 225px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" />​​​​​​​<strong>วัดพระพุทธบาท</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพระพุทธบาท ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาท ถนนศรีเชียงใหม่-สังคม, หมู่ที่ ๑ ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๗๙ ไร่ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๑๕๐ เส้น จดแม่น้ำโขง ทิศใต้ประมาณ ๑๐๐ เส้น จดถ้ากน้อย ทิศตะวันออก ประมาณ ๘๐ เส้น จดบ้านพระบาท ทิศตะวันตกประมาณ ๘๐ เส้น จดบ้านสะพานพทธ อาคาร- เสนาสนะประกอบด้วยศาลาการเปรียญ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กฏิสงฆ์ จำนวน ๑๐ หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น และอาคารไม้เนื้อแข็ง ปูชนียวัตถุมีรอยพระพุทธบาทโบราณ พระพุทธรูปปางลีลา พระพุทธรูปปางสมาธิ ๒ องค์หน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้ว และพระพุทธรูปปางไสยาส ขนาดยาว ๑๔ เมตร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพระพุทธบาท สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๕ โดยมีนายอุ่น เป็นผู้พบรอยพระพุทธบาทและซักชวน ชาวบ้านสร้างเพิงครอบรอบพระพุทธบาท ต่อมามีพระภิกษุ และแม่ชีจันทร์เดินทางมาจากเวียงจันทร์ เพื่อมานมัสการรอยพระพุทธบาท เมื่อมาถึงได้ชักชวนชาวบ้านสร้างเสนาสนะเพิ่มเติม ตั้งขึ้น เป็นวัดชื่อว่าวัดพระพุทธบาท (เวินกุม) ชาวบ้านเรียกว่าวัดพระบาทคอแก้ง หรือพระพุทธบาทโคกชวก การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระอธิการสีทัด พ.ศ. ๔๙๐-๒๕๐๕ รูปที่ ๒ พระครูสถิตย์คณารักษ์ พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๑๖ รูปที่ ๓ พระอธิการสมบูรณ์ อคุคธมโม พ.ศ. ๒๕๑๖-๖๕๖๖ รูปที่ ๔ พระสมดี สนุตมโน พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๒๕ รูปที่ ๕ พระปิยะพงษ์ อารุณโณ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๒๕</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259486_0_0.jpg" style="width: 200px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259485_0_0.jpg" style="width: 401px; height: 300px;" />&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259487_0_0.jpg" style="width: 165px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259484_0_0.jpg" style="width: 226px; height: 300px;" /></p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" />​​​​​​​<strong>วัดหาดปทุม</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดหาดปทุม ตั้งอยู่เลขที่ ๓๐๗ บ้านศรีเชียงใหม่ ถนนริมโขง ชอย ๒๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๑๓.๘ ตารางวา โฉนด เลขที่ ๑๑๔๖ อามาเขต ทิศเหนือประมาณ ๑ เส้น ๑๔ วา ๒ ศอก จดถนน-สาธาธารณะ ทิศใต้ประมาณ ๑ เส้น ๑๒ วา จดถนนประชาอุทิศ ทิศตะวันออกประมาณ ๒ เส้น ๑ วา ๓ ศอก จดถนนสาธารณะ ทิศตะวันตกประมาณ ๑ เส้น ๙ วา ๓ ศอก จดถนนสาธารณะ อาคาร- เสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๕ เมตร บูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นอาคารทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๙ กฏิสงฆ์จำนวน ๓ หลัง เป็น อาคารไม้ ครึ่งตึกครึ่งไม้ และตึก วิหารสร้าง พ.ศ. ๒๕๒๕ ปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปสร้าง ด้วยอิฐประทายปูนขาวสมัยอยุธยา ชื่อว่าหลวงพ่อศรีปทุม หน้าตักกว้าง ๒๕ เมตร สูง ๓ เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ พระไสยาสน์สมัยอยุธยา ยาว ๕๐ เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปดินเผา และพระพุทธนภาศัพท์ พระพุทธรูปทองเหลือง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดหาดปทุม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๖ เดิมชื่อว่าวัดหาดประชุม เพราะชาวบ้านสร้างวัดขึ้นบน- หาดทรายที่เป็นประชุมของกษัตริย์เจ้านครเวียงจันทน์ ข้าราชการคหบดีผู้สูงศักดิ์ เกี่ยวกับการพัฒนา สร้างบ้านสร้างเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านจึงเรียกว่าหาดประชุม เมื่อสร้างวัดก็เรียกว่าวัดหาดประชุม ต่อมาเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดหาดปทุม ได้รับพระราชทานวิสูงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๕ เขตวิสงคามสีมา กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระคล้าย สุมงคโล พ.ศ. ๒๔๘๙๙๖๙๕ รูปที่ ๒ พระนวน สุวณโณ พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๐๐ รูปที่ ๓ พระสำเนียง ปญญาคโม พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๔ รูปที่ ๔ พระอธิการจวน ปุญญกาโม พ.ศ. ๒๕๐๔-๖๕๑๐ รูปที่ ๕ พระพุทธา เตชปุญโญ พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๒ รูปที่ ๖ พระมหาผัน ปญญาที่โป พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๓ รูปที่ ๗ พระครูปทุมธรรมสถิต ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นต้นมาการศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๐๐ นอกจากนี้ที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259469_0_0.jpg" style="width: 450px; height: 300px;" />&nbsp; <img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259468_0_0.jpg" style="width: 450px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259467_0_0.jpg" style="width: 300px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259466_0_0.jpg" style="width: 300px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" />​​​​​​​<strong>วัดหินหมากเป้ง</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดหินหมากเป้ง ตั้งอยู่ที่บ้านไทยเจริญ หมู่ที่ ๔ ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๖๖ ไร่ ๒ งาน ๙๒ ตารางวา มี ที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๑๐ ไร่ อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๖๑ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารคอนกรีต เสริมเหล็กทรงไทยสองขั้น สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๙ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ เรื่องราว เกี่ยวกับวัดหินหมากเป้ง ภาพพระธาตพมและเรื่องราวประเพณีท้องถิ่นภาคอีสาน กฏิสงฆ์จำนวน ๕๖ หลัง เป็นอาคารไม้ ๕๐ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๔ หลัง และตึก ๒ หลัง ศาลาบำเพ็ญกุศลสร้างด้วย คอนกรีต ฌาปนสถานสร้างด้วยคอนกร็ต ศาลาแม่ชี โรงครัว อาคารพักชี และบ้านพักญาติโยม หอระฆัง หอกลอง และอาคารพักรับรองพระเถระ ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปปู่นปั้นปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ เมตร สูง ๕ เมตร พระพทธรูปโลหะปิดทอง หน้าตักกว้าง ๔๙นิ้ว สร้าง พ.พ.ศ. ๒๕๓๓ ประดิษฐานในวิหารพระพุทธรูป พระพุทธไพโรจน์วารี พระพุทธรูปโลหะปิดทอง หน้าตักกว้าง ๓๔ นิ้ว ประดิษฐานในมณฑป อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ชั้น ศิลปกรรมแห่งลุ่มแม่น้ำโขงสร้าง พ.ศ. ๒๕๒๔ และรูปปั้นขี้ผึ้ง &quot;พระราชนิโรธรังสี&quot; (หลวงปูเทสก์ เทสรังสี) ประดิษฐานในหอพระทรงไทยคอนกรีต เสริมเหล็กสองชั้นสร้าง พ.ศ. ๒๕๒๗</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;วัดหินหมากเป็งตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔๔๒ โดยมีพระอารย์หล้า ได้ธุดงค์ มาจำพรรษาและ สร้างวัดขึ้นในป้าทึบที่ชาวบ้านเรียกว่าหินหมากเป้ง ซึ่งเป็นชื่อหินสามก้อนที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริม-แม่น้ำโขง มีลักษณะคล้ายลูกตุ้มเครื่องชั่งทองคำสมัยเก่า วัดนี้เดิมมีเพียงกฏิสงฆ์ขนาดเล็กที่อยู่ของ พระธุดงค์ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาจำพรรษา และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้สร้าง เสนาสนะเพิ่มเพิ่มเติมและพัฒนาวัดให้เจริญจนถึงปัจจุบัน และวัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ เขตวิสงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร การบริหารและ การปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระหล้า รูปที่ ๒ พระเส็ง รูปที่ ๓ พระคำจันทร์ รูปที่ ๔ พระอุทัย รูปที่ ๕ ๕ พระคำพัน รูปที่ ๖ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริย์ติธรรม แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๐๘ นอกจากนี้มีหอสมุดวัดหินหมากเป้ง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น หลังคา ทรงไทยสามมุข หน้าบันลวดลายปูนปั้น สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๘</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259499_0_0.jpg" style="width: 399px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259489_0_0.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259491_0_0 - Copy 1.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259490_0_0.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259500_0_0 - Copy 1.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" />​​​​​​​<strong>วัดอรัญญูบรรพต</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดอรัญญบรรพต ตั้งอยู่เลขที่ ๒๐๗/๑ บ้านหม้อ หมู่ที่ ๘ ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๙๙ ไร่ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๒๕๐ วา จดแม่น้ำโขงและถนนหลวง ทิศใต้ประมาณ ๔๕๐ วา จดที่ดินพระราชทาน ทิศตะวันออก-ประมาณ ๒๒๕ วา จดที่นายสมสนิทธานี ทิศตะวันตกประมาณ ๒๕๐ วา จดที่ดินของนางน้อย ใจดี อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๓ ศาลาการเปรียญ เป็นอาคาร ๒ ชั้น สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๘ กฏิสงฆ์จำนวน ๔๖ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๔๔ หลัง และตึก ๒ หลัง ศาลาบำเพ็ญกุศลเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ กฏิแม่ชี ฌาปณสถาน และหอระฆัง ๓ หลัง ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้ว จำนวน ๒ องค์ และหน้าตักกว้าง ๕๐ นิ้ว จำนวน ๑ องค์</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดอรัญญบรรพต สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยชาวบ้านช่วยกันสร้างวัดขึ้นเพื่อให้เป็นที่- จำพรรษาของพระธุดงค์ที่มาพักเจริญสมถะและวิปัสสนา เดิมชาวบ้านเรียกว่าวัดป้าผาชัน เพราะสถานที่ตั้งวัดเป็นแนวหินริมแม่น้ำโขงซึ่งเรียกว่าผาชัน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดอรัญญบรรพตได้รับพระราชทานวิสูงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๒มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระกู่ พ.ศ. ๒๔๗๙-๒๔๘๐ รูปที่ ๒ พระครูญาณปรีชา (เหรียญ วรลาโภ) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรรม แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๐๕ นอกจากนี้มี หอสมุด ๒ หลัง</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259497_0_0.jpg" style="width: 301px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259496_0_0.jpg" style="width: 300px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259494_0_0.jpg" style="width: 451px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259495_0_0.jpg" style="width: 450px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" />​​​​​​​<strong>วัดศรีเชียงใหม่</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดศรีเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่บ้านศรีเชียงใหม่ ถนนมิ่งเมือง หมู่ที่ ๑๔ ตำบลพานพร้าว อำเภอ-ศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๗๓ ตารางวา</p>

<p>น.ส. ๓ เลขที่ ๒๑๗ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๒ เส้น ๘ วา จดทางสาธารณะ ทิศใต้ประมาณ ๒ เส้น ๘ วา ๑.๒๕ ศอก จดที่ของนายเพชร ผาหมั้น และนางไข่ ปานพิมพ์ ทิศตะวันออกประมาณ ๖ เส้น จดที่ของนายเพชรผาหมั่นและนายมิ่ง ชมภูจันทร์ ทิศตะวันตกประมาณ ๓ เส้น ๑๙ ๙ วา ๑๓๕ ศอก จดที่ของนางตุ่น ขุนดี มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒๐๐ ตารางวา อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้าง พ.ศ. ๒๕๕๒๖ ศาลาการเปรียญ สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๕ กฏิสงฆ์ จำนวน ๔ หลัง เป็นอาคาร-ครึ่งตึกครึ่งไม้และตึก ๗ หลัง ศาลาอเนกประสงค์ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลาบำเพ็ญกุศลสร้างด้วยคอนกรีต ๑ หลัง ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปทอง ปางมารวิชัย หน้าตัก กว้าง ๔๐ นิ้ว ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๓๐ นิ้ว และ ๖๐ นิ้ว พร้อมพระโมคคัลลานะและพระสารีบตร พระพุทธรูปปางประทานพร หน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้ว ๔ องค์ พระพุทธชินราชจำลอง หน้าตัก- กว้าง ๓๐ นิ้ว พระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓๐ นิ้ว ๕ องค์ พระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตัก- กว้าง ๕ นิ้ว ๑๒ นิ้ว พระพุทธรูปปางนาคปรก ปางลีลา พระชัยหลังช้าง พระแก้ว และพระพุทธรูป- ก่ออิฐถือปูน ๑๘ องค์ หน้าตักกว้าง ๓๐-๔๐ นิ้ว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดศรีเชียงใหม่ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดเมื่อวันที่ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งวัดเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ โดยมีนายต้น ชมภูจันทร์ เป็นผู้ขออนุญาตสร้างและตั้งวัด เดิมตั้งชื่อว่าวัดรังษีมุกดาหาร เพราะนายตัน ชมภูจันทร์ เป็นผู้ถวายที่ดินให้สร้างวัดและผู้ขออนุญาตได้นำชื่อบุตรชายชื่อมุกและษีมาตั้งชื่อวัด แต่ทางราชการตั้งชื่อวัดตามชื่อหมู่บ้านว่าวัดศรีเชียงใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เขตวิสงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระศรีจันทร์ สุนทโร รูปที่ ๒ พระครูวัชรคณาภรณ์ โมสโก รูปที่ ๓ พระครศรีนนบุรารักษ์ รูปที่ ๔ พระบุเกสาโว รูปที่ ๕ พระอธิการเย็น ชติปัญโญ การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี นอกจากนี้มีหน่วย อ.ป.ต. และห้องสมุด</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259594_0_0.jpg" style="width: 533px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259592_0_0.jpg" style="width: 533px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259591_0_0.jpg" style="width: 533px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259593_0_0.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_1.png" style="width: 38px; height: 30px;" />​​​​​​​<strong>วัดพระสถิตย์</strong><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u1/TemplateONAB/thai_2.png" style="width: 38px; height: 30px;" /></h2>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพระสถิตย์ ตั้งอยู่ที่บ้านคุ้มสะพานทอง หมู่ที่ ๕ ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเขียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓๕ ไร่&nbsp;วัดพระสถิตย์ ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดป้าพระสถิตย์ ได้รับพระ- ราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259595_0_0.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259596_0_0.jpg" style="width: 438px; height: 300px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259597_0_0.jpg" style="width: 533px; height: 300px;" />&nbsp;&nbsp;<img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/259598_0_0.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/20250826a080188201486f52b291c42b0b92f411111032.jpg' type='image/jpg' length='137634' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดไทย (ถ้ำพญานาค)]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/25711</link>
<guid isPermaLink="false">2ec3055703e2f0b3ade2f28ef8454403</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jun 2022 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/201711237171dd85da4bc71fb6b3ed6f.jpg" style="width: 1024px; height: 683px;" /></p>

<h1 style="text-align: center;"><strong>วัดไทย (ถ้ำพญานาค)</strong></h1>

<p style="text-align: center;"><strong>วัดไทย (ถ้ำพญานาค)&nbsp;ตั้งอยู่ที่&nbsp;อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ตำนานเล่าขานกันถึงเมืองหลวงของพญานาคแห่งโลกบาดาลใต้แม่น้ำโขง เชื่อกันว่า อยู่ที่ริมแม่น้ำโขงหน้าวัดไทย</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความเป็นมาในการสร้างราชาพญานาค &quot;&quot;นาคชัยยัญ&quot;&quot; แรงบัลดาลใจในการก่อสร้างนาคปก 9 เศียรและถ้ำเมืองบาดาลจำลองในปี พ.ศ. 2550 เป็นปีที่ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ครบรอบการก่อตั้งเมืองครบ 100 ปี ในคืนหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดไทยได้นิมิตว่า มีหญิงชาย ร่างกายสีดำมานิมนต์ให้สร้างสัญลักษณ์ประจำเมืองบาดาล หรือเมืองพญานาคไว้เมืองมนุษย์ ณ บริเวณ วัดไทย ท่านเจ้าอาวาสจึงดำริสร้างสิ่งแทนโลกบาดาลคือ 1.ราชาแห่งพญานาค เฝ้าที่หน้าทางเข้าถ้ำ สูง 19 เมตร 2.สร้างเป็นนาคบาท คือลักษณะแบบงูกินหาง หมายถึงสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง 3.เสาหลักเมืองบาดาล เป็นรูปร่างสามเหลี่ยม 4.ประตูทางเข้าเมืองบาดาล ทางเข้าจะเชื่อมเข้าไปในลำตัวของพญานาค ซึ่งจะลอดเข้าทางส่วนท้องของพญานาค และจะมุดออกทางส่วนหางของพญานาค ภายในแบ่งเป็น ถ้ำจำลอง 7 ห้อง แต่ละห้องแสดงถึงเรื่องราวของเมืองบาดาล เช่นห้องสมบัติพญานาค จำลองถ้ำใต้บาลที่เป็นที่เก็บสมบัติของพญานาคเอาไว้ จำลองเป็นแก้วแหวนเงินทอง ผนังห้องเป็นสีทอง ห้องอริยสงฆ์ เป็นห้องที่มีหุ่นขี้ผึ่งจำรอง อริยสงฆ์ของประเทศไทยเอาไว้ บริเวณทางเดิน ประดับด้วยจิตกรรมฝาผนังที่งดงาม เล่าเรื่องราวถึงตำนานของพญานาคและโลกบาดาล นอกจากนี้ บริเวณริมฝั่งโขงหน้าวัดไทย เป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่ได้รับความนิยมที่สุดของ จังหวัดหนองคาย ซึ่งในวันออกพรรษา 15 ค่ำเดือน 11 ขอเชิญทุกท่านมาพิสูจน์ตำนานแห่งพญานาค</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp; :&nbsp;<a href="https://thailandtourismdirectory.go.th/th/attraction/818">https://thailandtourismdirectory.go.th/th/attraction/818</a></p>

<p>ขอบคุณรูปภาพจาก&nbsp; :&nbsp;<a href="https://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">https://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/20220615dbf43eac2c5100c670d4078033f90c89113112.jpg' type='image/jpg' length='141878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดอรัญบรรพต]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/25710</link>
<guid isPermaLink="false">2a36c8166765dfafba61ef19f8bdb431</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jun 2022 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 style="text-align: center;"><img alt="" class="default_cursor_land" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/pics_topic_3825.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></h1>

<h1 style="text-align: center;"><strong>วัดอรัญบรรพต</strong></h1>

<p style="text-align: center;"><strong>วัดอรัญบรรพต&nbsp;ตั้งอยู่ที่บ้านหม้อ ถนนศรีเชียงใหม่-สังคม ศรีเชียงใหม่, หนองคาย&nbsp;เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก่อสร้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อถวายหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เกจิอาจารย์ที่มีศิษยานุศิษย์มากมาย มีการจัดงานบุญใหญ่ในเดือนมกราคมของทุกปี</strong></p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดหนองคายที่เป็นทั้งศาสนสถานและเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ซึ่งได้รวบรวมสิ่งล้ำค่าไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมแในอดีต พระสุธรรมเจดีย์ วัดอรัญบรรพต ตั้งอยู่ริมถนนสายศรีเชียงใหม่-สังคม ตำบลบ้านหม้อ เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก่อสร้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อถวายหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เกจิอาจารย์ที่มีศิษยานุศิษย์มากมาย ซึ่งปัจจุบันท่านได้มรณภาพแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2548 โดยทางวัดจะมีการจัดงานบุญใหญ่ในเดือนมกราคมของทุกปี ภายในบริเวณวัดมีบรรยากาศอันร่มรื่นและรายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมที่รวบรวมไว้ซึ่งความงดงามของศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อันได้แก่ มณฑปหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งเป็นมณฑปทรงจตุรมุขทางขึ้นลงในทั้งสี่ทิศโดยทั้งหมดนี้สร้างด้วยกระจกใส โดยหากยืนอยู่ภายนอกก็สามารถที่จะมองเห็นภายในมณฑปได้อย่างชัดเจนซึ่งจะสามารถเห็นรูปเสมือนของหลวงปู่เหรียญในอิริยาบถท่ายืนอยู่ภายในได้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปสักการะหลวงปู่เหรียญภายในมณฑปได้ เมื่อได้สักการะหลวงปู่เหรียญแล้วก็สามารถเดินไปยังวิหารวรลาโภ ซึ่งภายในก็มีรูปจำลองหลวงปู่เหรียญในอิริยาบถนั่งอยู่ และเมื่อเดินต่อมาจากวิหารวรลาโภ ก็จะพบพระสุธรรมเจดีย์ ซึ่งเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ตั้งตระหง่านโดยมีลานประทักษินหลายชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะที่ไม่สูงมากนัก สามารถเดินเข้าไปในพระเจดีย์แห่งนี้เพื่อสักการะหลวงปู่เหรียญได้ ภายนอกเป็นสีขาวประดับด้วยสีทอง เมื่อเข้ามาภายในจะตกแต่งด้วยสีแดง ชมพู เหนือเพดานมีภาพจิตรกรรมลวดลายอ่อนช้อยสวยงามมาก และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ พระอรหันตธาตุ พระธาตุชนิดต่าง ๆ แสดงอยู่ในตู้กระจกจำนวนมากใกล้ ๆ องค์พระพุทธรูปในพระสุธรรมเจดีย์ รวมทั้งยังมีเกษาของพระเกจิอาจารย์หลายท่าน เครื่องอัฐบริขาร หนังสือธรรมะ และคำเทศนาของหลวงปู่เหรียญ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถเก็บภาพบรรยากาศความประทับใจของความงามที่รายล้อมไปด้วยสระบัวที่สวยงามกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp; :</p>

<p>&nbsp;<a href="https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%95-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%95-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C</a></p>

<p>ขอบคุณรูปภาพจาก&nbsp; :&nbsp;<a href="http://www.sookjai.com/index.php?topic=130167.0">http://www.sookjai.com/index.php?topic=130167.0</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/20220615a61e7121737119cb01d7d145114a9c10110849.jpg' type='image/jpg' length='58702' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดผาตากเสื้อ]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/25706</link>
<guid isPermaLink="false">9ec7ec0bd0baf2737e43b9f8fa7d0c27</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jun 2022 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/72c58e70_7f12_11ea_a85e_97227569.jpg" style="width: 848px; height: 477px;" /></h3>

<h1 style="text-align: center;"><strong>วัดผาตากเสื้อ&nbsp;</strong></h1>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="" style="text-align: center;"><strong>วัดผาตากเสื้อ ตั้งอยู่ที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เป็นวัดที่มีทิวทัศน์สวยงามมาก มองจากบนผาลงมามองเห็นความเป็นอยู่ของชาวไทยลาว ภายในวัดมีธรรมชาติที่สมบูรณ์สามารถเดินเลาะตามหน้าผาเพื่อชมธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามได้</strong></p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดผาตากเสื้อ เป็นวัดที่มีทิวทัศน์สวยงามมาก มองจากบนผาลงมามองเห็นความเป็นอยู่ของชาวไทยลาว ภายในวัดมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ สามารถเดินเลาะ ตามหน้าผาเพื่อชม ธรรมชาติและ ทิวทัศน์ที่สวยงามได้ ในอำเภอสังคมนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าที่อื่น ๆ ในจังหวัดหนองคาย และที่วัดแห่งหนึ่งมีชื่อว่า &quot;<a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD">วัดผาตากเสื้อ</a>&quot; เป็นวัดแห่งหนึ่งที่นอกจากจะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้วยังเป็นที่จุดชมวิวที่สวยงามอีกด้วย เนื่องจากเป็นตั้งอยู่ที่สูงบนยอดเขา หากขึ้นไปบนผาจะเห็นว่ามีวิวที่สวยงามสามารถที่จะมองเห็นด้านล่างทั้งฝั่งไทย ซึ่งเป็นอำเภอสังคมและทางฝั่งลาวที่มีแม่น้ำโขงกั้นอยู่ หากไปช่วงหน้าหนาวที่ผาแห่งนี้เป็นอีกจุดหนึ่งมีทะเลหมอกด้วย วิวจะพบกับเขาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสลับซับซ้อนและมีแม่น้ำโขง ข้างบนจะเป็นวัดเหมาะสำหรับปฏิบัติธรรมด้วย เพราะว่าเป็นวันที่ร่มรื่นและมีความเงียบสงบ สำหรับประวัติความเป็นมานั้น เนื่องจากมีพระรูปหนึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เหรียญซึ่งท่านได้ห้ามไว้ชื่อ &quot;พระอาจารย์ สมเดช&quot; แต่ด้วยความตั้งใจท่านได้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรที่นั้นจนได้ ท่าใช้บริเวณบนยอดภูเป็นหลักในการเข้าสู่ถาวะสงบทางใจ เวลาท่านขึ้นไปยอดภูจึงต้องได้ปีนจากด้านล่างทั้งหินและใช้เถาวัลย์ในการช่วย หลายครั้งตอนเช้าทางบิณฑบาตแล้วตกลงมาทำให้ข้าวในบาตรตกออกไป บางครั้งมีอาการปวดบ่อยครั้ง แต่ท่านไม่เคยให้โยมช่วยทุกครั้งท่านจะขึ้นไปเอง พอระยะเวลานานเข้าได้มีโยมพยายามอาสาช่วยให้สร้างทางขึ้นแต่กระนั้นทางขึ้นจากหมู่บ้านเป็นผาสูง เลยต้องสร้างจากด้านอื่นแทน และได้ก่อสร้างมาเป็นวัด โดยท่านผู้ว่าจังหวัดในสมัยนั้นให้มีโครงการสร้างทางขึ้นด้วยรถตัดดินและได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว สองข้างทางขึ้นจะเป็นโครงการปลุกป่าเฉลิมพระเกียรติด้วย ได้มีการเทลาดยางบางจุดรวมระยะทางจากถนนใหญ่เกือบ 8 กิโลเมตร ข้างในวัดนอกจากจะมีผาที่สูงเพื่อยังมีสิ่งปลูกสร้างของทางวัดที่ร่มรื่นมาก อย่างเช่นศาลาเมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้เครื่องปั่นไฟและใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีอุโบสถที่สวยงามและทางบันไดที่สวย ด้านบนสามารถรับชมวิวได้ด้วยนอกจากนั้นได้ข่าวว่ามีการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิธาตุของอริยสงฆ์ เช่น หลวงปู่มั่นไว้ด้วย</p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">&nbsp;</p>

<p>ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp; :&nbsp;<a href="https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD">https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD</a></p>

<p>ขอบคุณรูปภาพจาก&nbsp; :&nbsp;&nbsp;<a href="https://travel.trueid.net/detail/618nKalyDRYr">https://travel.trueid.net/detail/618nKalyDRYr</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/20220615e52e2bf5c1e92262aef597ee09e5907b104213.jpg' type='image/jpg' length='96943' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดหินหมากเป้ง]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/25699</link>
<guid isPermaLink="false">a2335fc79cf8f7d68ea698a5ae967523</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jun 2022 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 style="text-align: center;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u325/P03012604_pic1.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></h1>

<h1 style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><strong>วัดหินหมากเป้ง</strong></span></h1>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="" style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:22px;">วัดหินหมากเป้ง&nbsp;</span>ตั้งอยู่ที่บ้านไทยเจริญ ตำบลพระพุทธบาท การเดินทางจากตัวเมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย-ศรีเชียงใหม่) ถึง กม. 64&nbsp;วัดจะอยู่ริมถนนด้านขวามือ รวมระยะทางจากตัวเมืองประมาณ 75 กิโลเมตร</strong></p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นอีกหนึ่งศาสนสถานที่อยู่คู่กับชาวเมืองหนองคาย&nbsp;วัดหินหมากเป้งตั้งอยู่ที่บ้านไทยเจริญ ตำบลพระพุทธบาท บริเวณวัดมีพื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ สะอาด เรียบร้อยและเงียบสงเหมาะแก่การมาพักผ่อนทั้งทางกายและใจ ด้วยบรรยากาศที่สงบจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งโดยเฉพาะแก่ผู้ที่ต้องการจะมาบำเพ็ญเพียรฝึกจิตนั่งวิปัสสนา ทำสมาธิ หรือเดินจงกรมอีกด้วย พื้นที่ด้านหนึ่งติดกับลำน้ำโขงซึ่งมองเห็นทัศนียภาพสวยงาม แต่เดิมเคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสาน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของภิกษุสงฆ์ แม่ชี และผู้แสวงบุญทั้งหลาย หลังจากท่านมรณภาพ มีการก่อสร้างเจดีย์ เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน ภายในมีรูปปั้นของหลวงปู่เทสก์ พร้อมจัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและชีวประวัติของท่านอีกด้วย โดยวัดหินหมากเป้งแห่งนี้นั้นได้รับการจัดตั้งให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. 2523 หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า คำว่า &quot;หินหมากเป้ง&quot; นั้นคืออะไร มีความหมายอย่างไร หินหมากเป้งนั้นเป็นชื่อหินสามก้อนซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่ริมฝั่งโขงที่หน้าวัดนี้เอง อันมีรูปลักษณะคล้ายลูกตุ้มเครื่องชั่งทองคำสมัยเก่า คนพื้นนี้เขาเรียกว่า เต็งหรือเป้งยอย คำว่าหมากเป้งเป็นภาษาภาคนี้ ผลไม้หรืออะไรก็ตาม ถ้าเป็นลูกแล้วเขาเรียกหมากขึ้นหน้า เช่น หมากม่วง หมากพร้าว เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเข้าเยียมชมวัดหินหมากเป้งแห่งนี้นั้นสามารถทำการติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่&nbsp;วัดหินหมากเป้ง&nbsp;บ้านไทยเจริญ หมู่ 4 ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่&nbsp;จังหวัดหนองคาย โดยทางวัดจะเปิดให้เข้าเยี่ยมในทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น. หรือสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมโดยผ่านทางเว็บไซต์ www.hinmarkpeng.org</p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">&nbsp;</p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">&nbsp;</p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp; :&nbsp;<a href="https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%87">https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%87</a></p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">ขอบคุณรูปภาพจาก :&nbsp;<a href="https://db.sac.or.th/archaeology/blog/713">https://db.sac.or.th/archaeology/blog/713</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/20220615b2215cbfa1eedecb1e841a6ad76ad133101444.jpg' type='image/jpg' length='161807' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระธาตุบังพวน]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/6885</link>
<guid isPermaLink="false">f2731fd6342bb96ebb8850ed097431c4</guid>
<pubDate>Fri, 14 May 2021 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:20px;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u296/วัดพระธาตุบังพวน/2O8A0286.jpg" style="width: 450px; height: 300px;" /></span></p>

<h1 id="firstHeading" style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><strong>วัดพระธาตุบังพวน</strong></span></h1>

<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:20px;">วัดพระธาตุบังพวน&nbsp;เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่ 172 หมู่ 3&nbsp;ตำบลพระธาตุบังพวน&nbsp;อำเภอเมืองหนองคาย&nbsp;จังหวัดหนองคายสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย</span></strong></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp;</span><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพระธาตุบังพวน ตามปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ กล่าวว่า พระยาสุวรรณพิงคานเจ้าเมืองหนองหาน สกลนคร พระคำแดง เจ้าเมืองหนองหานน้อย อุดรธานี และพระยาจุลณีพรหมทัติ เจ้าเมืองจุลณี (ลาวเหนือ แคว้นสิบสองจุไทย) พระยาอินทปัตถนคร เจ้าเมืองอินทปัตถนคร (เขมร) และพระยานันทเสน เจ้าเมืองศรีโคตรบูรณ์หลวง กษัตริย์ทั้ง ๕ พระองค์ได้ทรงอุปถัมภ์พระมหกัสสปะเถระ พร้อมด้วย พระอรหันต์อีก ๕๐๐ ก่อสร้างพระธาตุพนมจนเสร็จแล้วและได้บรรลุอรหันต์ในเวลาต่อมา กษัตริย์ทั้ง ๕ จึงออกเดินทางไปอินเดีย เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจำนวน ๔๕ องค์ มาประดิษฐานไว้ในสถานที่ ๔ แห่ง ได้แก่</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑. อัญเชิญพระธาตุหัวเหน่า จำนวน ๒๙ องค์ มาประดิษฐานไว้ที่พระธาตุบังพวน หรือภูเขาหลวง</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒. อัญเชิญพระธาตุฝ่าพระบาทก้ำขวา จำนวน ๙ องค์ มาประดิษฐานไว้ที่เจดีย์พระธาตุกลางแม่น้ำโขง ณ เมืองหล้าหนองคาย</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓. อัญเชิญพระธาตุเขี้ยวฝาง ๓ องค์ มาประดิษฐานไว้ที่พระธาตุโพนจิกเวียงงัว&nbsp;บ้านปะโค จังหวัดหนองคาย</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๔. อัญเชิญพระธาตุเขี้ยวฝาง จำนวน ๔ องค์ มาประดิษฐานไว้ที่เจดีย์พระธาตุหอผ้าหอแพ เมืองเวียงจันทร์</span></p>

<p><br />
<span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพระธาตุบังพวน นอกจากมีองค์พระธาตุแล้ว ยังกลุ่มโบราณสถานที่เรียกว่า สัตตมหาสถาน ที่สร้างขึ้นตามคติพุทธศาสนา หมายถึงการจำลองสถานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ หลังจากตรัสรู้แล้ว จำนวน ๗ แห่ง คือ โพธิบัลลังก์, อนิมมิสเจดีย์ ,รัตนจงกรมเจดีย์, รัตนฆรเจดีย์,อชาปาลนิโครธเจดีย์,มุจลินทเจดีย์ และราชายตนะเจดีย์ ซึ่งในวัดพระธาตุบังพวนแห่งนี้นับเป็นที่เดียวในโลกที่ยังหลงเหลือโบราณสถานอันเป็นสัตตมหาสถานจากอดีตครบทั้ง ๗ สิ่ง</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสถานที่เกี่ยวกับพญานาค พลาดไม่ได้จริง ๆ ก็คือ &ldquo;สระมุจลินท์&rdquo; หรือ &ldquo;สระพญานาค&rdquo; สระ น้ำโบราณที่มีบันทึกในหนังสือใบลานที่เขียนเป็นภาษามคธ เรียกชื่อว่า &ldquo;สระมังคละน้ำเที่ยงหมัน&rdquo; เมื่อครั้งได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระ พุทธเจ้าบรรจุไว้ในองค์พระธาตุได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดมีสายน้ำพวยพุ่งออกมาจากพื้นดิน พระมหาเทพหลวงและพระมหาเทพพล พระภิกษุที่ดูแลองค์พระธาตุ ได้สังเกตุเห็นว่ามีสายน้ำพุ่งขึ้นมาตลอดเวลาจากปล่องภูพญานาคที่เฝ้ารักษาพระธาตุบังพวน จึงได้ชักชวนญาติโยมขุดสระรองรับน้ำเอาไว้ และสร้างรูปปั้นพญานาค ๗เศียรไว้กลางสระแห่งนี้ รูปแบบศิลปะแบบล้านช้าง ในสมัยพระเจ้าวิชลราช กษัตริย์ล้านช้างได้เสด็จมานมัสการพระธาตุ (ช่วงพ.ศ.๒๐๔๓ &ndash; ๒๐๖๓) โปรดให้มีการปรับปรุงสระน้ำแห่งนี้และนิมนต์พระคุณเจ้าจัดทำพิธีมหาพุทธาภิเษก สระมุจลินท์ถือเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และนำน้ำศักดิ์สิทธิแห่งนี้ไปใช้ในพิธีสำคัญในราชสำนักล้านช้างเป็นต้นมา</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในสมัยต่อมา สมเด็จพระไชยเชษฐา (พ.ศ.๒๐๙๓ข๒๑๑๕) กษัตริย์ล้านช้างได้โปรดเกล้าให้สร้างพระพุทธรูปนาคปรก ๙ เศียร ไว้ในบริเวณใกล้เคียงกันด้วย ซึ่งเห็นได้ว่าในยุคสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพญานาค มีให้เห็นได้ในทุกยุคทุกสมัยแม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ก็ตาม ปัจจุบันสระมุจลินท์แห่งนี้ถือเป็นสระน้ำสำคัญประจำจังหวัดหนองคาย&nbsp;น้ำในสระแห่งนี้ถูกนำไปใช้ในพิธีสรงมูรธราชาภิเษก พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา และพิธีศักดิ์สิทธิ์สำคัญๆ ในรัชกาลปัจจุบันเป็นประจำ แต่น่าเสียดายวันที่ไป บ่อน้ำมีระดับน้ำที่ลดลงจากสภาพอากาศที่ร้อนมากๆ แต่ก็มิอาจลดความเข้มขลังของสระน้ำพญานาคอันศักดิ์สิทธิ์ แห่งนี้ไปได้</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เชื่อกันว่าการได้ไหว้สักการะพระธาตุอันเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์นั้น จะนำมาซึ่งความสุข ความเจริญมาสู่ผู้ที่เคารพบูชา อีกทั้งอานิสงส์ผลบุญที่ได้จากการกราบไหว้บูชา และสร้างกุศลกับพระธาตุนั้น เชื่อว่าส่งผลแรงยิ่งนัก หากผู้ใดปฏิบัติบูชาด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ และหมั่นกราบไหว้บูชาตามกำลังความสามารถทุกครั้ง อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุ จะดลบันดาลให้เกิดสิริมงคลในชีวิตแก่ตัวผู้บูชา</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp; :&nbsp;&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%99">https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระธาตุบังพวน</a></p>

<p>ขอบคุณรูปภาพจาก&nbsp; :&nbsp;<a href="https://khunnaiver.blogspot.com/">https://khunnaiver.blogspot.com/</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/202105143bf5969ac8eaf5f04fdd8a4d171e193c134659.JPG' type='image/jpg' length='160752' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u296/วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง/201812205e5987e663473cb65ccd2708.jpg" style="width: 960px; height: 477px;" /></p>

<h1 style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><strong>วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง</strong></span></h1>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; วัดโพธิ์ชัยเดิมเป็นวัดร้างตั้งอยู่บริเวณบ้านไผ่ มีชื่อเรียกกันว่า&nbsp;<b>วัดผีผิว</b>&nbsp;ไม่ปรากฏหลักฐานเมื่อแรกสร้าง สันนิษฐานว่าเป็นพระอารามสำคัญของเวียงจันทน์มาแต่เดิม จนเมื่อท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) ได้สร้างเมืองหนองคายขึ้นที่บ้านไผ่ มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของเวียงจันทน์ที่ยึดมาได้คราวปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์มาไว้ที่วัดหอก่องในปี พ.ศ. 2372 แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2479 เกิดเหตุแผ่นดินไหวบริเวณวัดหอก่องทำให้เกิดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ต่อหน้าพระเสริม เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวเมืองและขุนนางข้าราชการ บ้างก็ว่าเป็นอาเพศ บ้างก็ว่าเป็นลางบอกเหตุว่าพระเสริมต้องการเสด็จไปวัดอื่น บ้างก็ว่าวัดหอก่องเป็นวัดเล็กไม่เหมาะสมที่จะนำพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์เวียงจันทน์ทรงสร้างมาประดิษฐานไว้ในที่แคบ ๆ เช่นนี้ เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น พระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองและกรมการเมืองหนองคายจึงได้ปรึกษาจนในที่สุดได้มีมติว่าจะต้องหาสถานที่เพื่อสร้างเป็นวัดใหญ่ และอัญเชิญพระเสริมไปประดิษฐานอยู่ซึ่งสถานที่ดังกล่าวก็คือ วัดผีผิว</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดผีผิวเป็นวัดร้างที่มีความสำคัญมาแต่ครั้งอดีต ภายในประดิษฐานพระธาตุเจดีย์ลาวโบราณที่งดงามแต่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ดังนั้น จึงมีมติในการบูรณะวัดผีผิวและเปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดโพธิ์ชัย เมื่อกรมเมืองหนองคายมีมติดังกล่าวแล้ว พระปทุมเทวาภิบาล (บุญมา) เจ้าเมืองได้นำความเข้าปรึกษากับ&nbsp;<b>ท่านญาครูหลักคำ</b>&nbsp;พระเถระชั้นผู้ใหญ่สุดของเมืองหนองคาย</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; ในปี พ.ศ. 2382 พระปทุมเทวาภิบาล (บุญมา) เจ้าเมืองหนองคาย ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสโดยมีท่านญาคูหลักคำเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทำการยกวัดโพธิ์ชัยจากวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา พร้อมกับบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่เป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุและสามเณรขึ้น เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2382 ดังปรากฏในพงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ว่า</span></p>

<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:20px;">...ศักราชได้ ๒๐๑ ปีกัดไค้ เจ้าเมืองหนองคาย (ยก) วัดโพไซย เดือน ๓ แรม ๔ ค่ำ วันเสาร์แล&hellip;</span></strong></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อทำการบูรณะและยกวัดเสร็จแล้ว พระปทุมเทวาภิบาล (บุญมา) ได้นิมนต์ท่านญาคูหลักคำมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย และได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระเสริมจากวัดหอก่องมาประดิษฐานที่สิม (พระอุโบสถ) วัดโพธิ์ชัย แต่นั้นมาวัดโพธิ์ชัยก็กลายมาเป็นวัดหลวงประจำเมืองหนองคาย เนื่องจากเจ้าเมืองเป็นผู้สร้างหรือบูรณะขึ้น อนึ่ง ภายหลังจากประกอบพิธียกวัดโพธิ์ชัยและอัญเชิญพระเสิมมาประดิษฐานยังวัดโพธิ์ชัย ถัดจากนั้นมาอีก 13 วัน คือ วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2382 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือเกิดสุริยุปราคาขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลัง พ.ศ. 2382 เป็นต้นมา พระเสิมและ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%AA" title="พระใส">พระใส</a>ก็ได้รับการเคารพบูชาจากชาวเมืองหนองคายรวมถึงขุนนางข้าราชการจากกรุงเทพมหานครที่ได้เดินทางมาราชการที่เมืองหนองคายเป็นนิจ สมัยนั้นวัดโพธิ์ชัยมีท่านญาคูหลักคำเป็นเจ้าอาวาสก็ดำเนินการปกครองและพัฒนาวัดตามสมควร โดยได้รับการอุปถัมภ์บำรุงจากท่านเจ้าเมืองคือพระปทุมเทวาภิบาล (บุญมา) ทำให้วัดได้รับความเจริญมาตามลำดับ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะได้พระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดบวรสถานมงคลหรือวัดพระแก้ววังหน้าที่ทรงให้สร้างขึ้นที่บริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล และได้ทรงทราบว่ามีพระพุทธรูปล้านช้างที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E" title="สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ">สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ</a>&nbsp;ทรงมีพระรับสั่งให้อัญเชิญมาตั้งตั้งครั้งสงครามปราบกบฎเวียงจันทน์แต่ยังคงค้างอยู่ที่เมืองหนองคาย ในปี พ.ศ. 2399 พระองค์ทรงมีพระบวราชโองการให้ขุนวรราชธานี และเจ้าเหม็น (โอรส<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C" title="เจ้าอนุวงศ์">เจ้าอนุวงศ์</a>) เป็นข้าหลวงขึ้นมาอัญเชิญพระเสริมจากเมืองหนองคายไปกรุงเทพฯ ดังปรากฏในพงศาวดารย่อฯ ความตอนหนึ่งว่า &quot;เดือน ๓ ขึ้น ๙ ค่ำ มื้อเต่าเส็ด ขุนวรธานีแลเจ้าเหม็น เปนข้าหลวงมาเอาพระเสิม ยกจากเมืองหนองคายไปไทยก็ปีนั้น&quot;</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;และเมื่อขุนวรธานีและเจ้าเหม็นได้อัญเชิญพระเสริมลงไปยังกรุงเทพฯ ขุนวรธานีจะอัญเชิญพระใสไปพร้อมกับพระเสริมด้วย แต่เกิดปาฏิหาริย์ โดยพราหมณ์ผู้อัญเชิญนั้นไม่สามารถขับเกวียนนำพระใสไปได้ แม้จะใช้กำลังคนหรืออ้อนวอนอย่างไรก็ตาม จนในที่สุดเกวียนได้หักลง เมื่อหาเกวียนใหม่มาแทนก็ไม่สามารถเคลื่อนไปได้อีก จึงปรึกษาตกลงกันว่าให้อัญเชิญพระใสมาไว้ที่วัดโพธิ์ชัยแทนพระเสริม ดังนั้นหลวงพ่อพระใสจึงประดิษฐานที่วัดโพธิ์ชัยจนถึงปัจจุบัน</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดโพธิ์ชัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A" title="ประเทศลาว">พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช</a>&nbsp;เสด็จเป็นองค์ประธาน ยกช่อฟ้าพระ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%96" title="อุโบสถ">อุโบสถ</a>วัดโพธิ์ชัย&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2522" title="พ.ศ. 2522">พ.ศ. 2522</a>&nbsp;ได้รับพระราชทาน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2" title="วิสุงคามสีมา">วิสุงคามสีมา</a>&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2523" title="พ.ศ. 2523">พ.ศ. 2523</a>&nbsp;ประกอบพิธี<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="ผูกพัทธสีมา (ไม่มีหน้า)">ผูกพัทธสีมา</a>&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2524" title="พ.ศ. 2524">พ.ศ. 2524</a>&nbsp;ยกฐานะขึ้นเป็น&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87" title="">พระอารามหลวง</a>ชั้นตรี ชนิดสามัญ</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<hr />
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u296/วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง/2018122051645ac3bf324d5a7f80149f.jpg" style="width: 960px; height: 452px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>หลวงพ่อพระใส</strong></span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลวงพ่อพระใส จัดสร้างขึ้นโดย&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="พระราชธิดา (ไม่มีหน้า)">พระราชธิดา</a><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A" title="พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช">พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช</a>&nbsp;กษัตริย์แห่ง&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87" title="ล้านช้าง">ล้านช้าง</a>&nbsp;ทั้ง ๓ พระองค์ คือ&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="พระสุก (ไม่มีหน้า)">พระสุก</a>&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1" title="พระเสริม">พระเสริม</a>&nbsp;และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%AA" title="พระใส">พระใส</a>, ส่วน<b>พระสุก</b>นั้นได้จมลงที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%87" title="แม่น้ำโขง">แม่น้ำโขง</a>ขณะอัญเชิญลงมายังกรุงเทพ บริเวณที่พระสุกจมลงชาวบ้านจึงเรียกว่า&nbsp;<i>เวินพระสุก</i>&nbsp;ยังปรากฏมาจนปัจจุบันนี้ ส่วน<b>พระเสริม</b>นั้นได้อัญเชิญลงมายัง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E" title="">กรุงเทพ</a>ฯ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1" title="วัดปทุมวนาราม">วัดปทุมวนาราม</a></span></p>

<p>&nbsp;</p>

<hr />
<p><strong><span style="font-size:24px;">ความสำคัญ</span></strong></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:20px;">วัดโพธิ์ชัย เป็นสำนักเรียน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1" title="พระปริยัติธรรม">พระปริยัติธรรม</a>ประจำ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A2" title="กรุงเทพ">จังหวัดหนองคาย</a></span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">เป็นสำนักของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94" title="">เจ้าคณะจังหวัด</a>หนองคาย ฝ่ายมหานิกาย</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานองค์<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2" title="พระพุทธปฏิมา">พระพุทธปฏิมา</a>&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%AA" title="หลวงพ่อพระใส">หลวงพ่อพระใส</a>&nbsp;ซึ่ง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7" title="พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว">พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</a>&nbsp;ได้อัญเชิญมาจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7" title="">ประเทศลาว</a>มาประดิษฐานไว้จนปัจจุบัน</span></li>
</ul>

<hr />
<p>&nbsp;</p>

<p>ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp; :&nbsp;&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87">https://th.wikipedia.org/wiki/วัดโพธิ์ชัย_พระอารามหลวง</a></p>

<p>ขอบคุณรูปภาพจาก&nbsp; :&nbsp;&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/papaiwatofficial/">https://www.facebook.com/papaiwatofficial/</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/20210514d346c4e132a48272d760db9c7e3da546102152.jpg' type='image/jpg' length='135923' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดศรีชมภูองค์ตื้อ]]></title>
<link>https://nki.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/649</link>
<guid isPermaLink="false">0a7625fb6e505a656247b03c6aac49c2</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:20px;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u296/วัดศรีชมภูองค์ตื้อ/1458384327_1.jpg" style="width: 450px; height: 300px;" /></span></p>

<h1 id="firstHeading" style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><strong>วัดศรีชมภูองค์ตื้อ</strong></span></h1>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<b>วัดศรีชมภูองค์ตื้อ</b>&nbsp;เป็นวัดสังกัดมหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ 8 บ้านน้ำโมง ตำบลน้ำโมง&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD" title="อำเภอท่าบ่อ">อำเภอท่าบ่อ</a>&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A2" title="">จังหวัดหนองคาย</a></span></p>

<p><span style="font-size:20px;">มีที่ดินที่ตั้งวัด เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา โฉนดเลขที่ 1212 มีอาณาเขตดังนี้</span></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:20px;">ทิศเหนือ ประมาณ 220 เมตร จดที่มีการครอบครอง</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">ทิศตะวันออก ประมาณ 140 เมตร จดลำห้วยโมง</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">ทิศใต้ ประมาณ 270 เมตร จดถนนสาธารณประโยชน์</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">ทิศตะวันตก ประมาณ 121 เมตร จดถนนสาธารณประโยชน์</span></li>
</ul>

<p><br />
<span style="font-size:20px;">วัดศรีชมภูองค์ตื้อได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2105 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2105 มีเขตวิสุงคามสีมา ขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 13 เมตร โบราณวัตถุในวัดที่สามารถพบได้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้</span></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:20px;">1) หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">2) พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศิลปะสมัยล้านช้าง</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">3) เจดีย์หางนกยูง 2 เจดีย์</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">4) เจดีย์ดอกบัว 1 เจดีย์</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">5) หลักศิลาจารึกบันทึกเป็นอักษรขอม ในอดีตมี 11 หลัก ปัจจุบันเหลือ 4 หลัก</span></li>
</ul>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp;</span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:20px;"><img alt="" src="https://nki.onab.go.th/cms/s71/u296/วัดศรีชมภูองค์ตื้อ/1458384351_2.jpg" style="width: 450px; height: 674px;" /></span></p>

<h2><span style="font-size:24px;"><strong>ประวัติหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ</strong></span></h2>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระพุทธรูปองค์นี้ได้ก่อสร้างมาแต่ดึกดำบรรพ์มีพระรูปงดงามน่าเลื่อมใส สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชครองเมืองเวียงจันทร์ พระสงฆ์ในวัดศรีชมภูองค์ตื้อได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ลงมติจะหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นในบ้านน้ำโมง (เดิมเรียกว่าบ้านน้ำโหม่ง) เพื่อเป็นที่เคารพสักการะแก่อนุชนรุ่นหลังต่อ ๆ มา เมื่อตกลงกันแล้วจึงได้ชักชวนบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อเรี่ยไรทองเหลืองบ้าง ทองแดงบ้าง ตามแต่ผู้ที่มีจิตศรัทธาจากท้องที่อำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ได้ทองหนักตื้อหนึ่ง (มาตราโบราณภาคอีสานถือว่า 100 ชั่งเป็นหมื่น 10 หมื่นเป็นแสน 10 แสนเป็นล้าน 10 ล้านเป็นโกฏิ 10 โกฏิเป็นหนึ่งกือ 10 กือเป็นหนึ่งตื้อ) พระสงฆ์และชาวบ้านจึงพร้อมกันหล่อ เป็นส่วน ๆ ในวันสุดท้ายเป็นวันหล่อตอนพระเกศ ในตอนเช้าได้ยกเบ้าเทแล้วแต่ไม่ติด เมื่อเอาเบ้าเข้าเตาใหม่ ทองยังไม่ละลายดีก็พอดีเป็นเวลาจวนพระจะฉันเพล พระทั้งหมดจึงทิ้งเบ้าเข้าเตาหรือทิ้งเบ้าไว้ในเตาแล้วก็ขึ้นไปฉันเพลบนกุฏิฉันเพลเสร็จแล้วลงมาหมายจะเทเบ้าที่ค้างไว้กลับปรากฏเป็นว่ามีผู้เทติด และตอนพระเกศสวยงามกว่าที่ตอนจะเป็น เป็นอัศจรรย์สืบถามได้ความว่า (มีชายผู้หนึ่งนุ่งห่มผ้าขาวมายกเบ้านั้นเทจนสำเร็จ) แต่ด้วยเหตุที่เบ้านั้นร้อนเมื่อเทเสร็จแล้ว ชายผู้นั้นจึงวิ่งไปทางเหนือบ้านน้ำโมงมีผู้เห็นยืนโลเลอยู่ริมหนองน้ำแห่งหนึ่งแล้วหายไป (หนองน้ำนั้นภายหลังชาวบ้านเรียกว่าหนองโลเลมาจนถึงปัจจุบันนี้ และชายผู้นั้นก็เข้าใจกันว่าเป็นเทวดามาช่วยสร้าง) เมื่อได้นำพระพุทธรูปที่หล่อแล้วมาประดิษฐานไว้ในวัด มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งเมืองเวียงจันทร์มาเที่ยวบ้านน้ำโมงสองท่านชื่อว่า ท่านหมื่นจันทร์ กับ ท่านหมื่นราม ทั้งสองท่านนี้ได้เห็นพระเจ้าองค์ตื้อก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสที่จะช่วยเหลือ จึงได้ช่วยกันก่อฐาน และทำราวเป็นการส่งเสริมศรัทธาของผู้สร้าง ครั้นเมื่อขุนนางทั้งสองได้กลับถึงเมืองเวียงจันทร์แล้ว ได้กราบทูลพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชซึ่งครองเมืองเวียงจันทร์ในเวลานั้นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้เสด็จมาทอดพระเนตรก็ทรงเกิดศรัทธาจึงได้สร้างวิหารประดิษฐานกับแบ่งปันเขตแดนให้เป็นเขตข้าทาสบริวารของพระเจ้าองค์ตื้อดังนี้</span></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:20px;">1 . ทางตะวันออกถึงบ้านมะก่องเชียงขวา( ทางฝั่งซ้ายตรงข้ามอำเภอโพนพิสัย )</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">2. ทางตะวันตกถึงบ้านหวากเมืองโสม ( อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี)</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">3. ทางทิศใต้ถึงบ้านบ่อเอือดหรือบ่ออาด ( อยู่ในอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี)</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">4. ทางเหนือไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน คาดว่าน่าจะเป็น บ้านพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย และเมือง &ldquo;กินายโม้&rdquo; ส.ป.ป.ลาว ในปัจจุบัน</span></li>
</ul>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พลเมืองที่อยู่ในเขตข้าทาสของพระเจ้าองค์ตื้อตั้งแต่เดิมมาต้องเสียส่วยสาอากรให้แก่ทางราชการ แต่เมื่อตกเป็นข้าทาสของพระเจ้าองค์ตื้อ โดยผู้ใดประกอบอาชีพทางใดก็ให้นำสิ่งนั้นมาเสียส่วยให้แก่วัดศรีชมพูองค์ตื้อทั้งสิ้น เช่น ผู้ใดเป็นช่างเหล็กก็ให้นำเครื่องเหล็กมาเสีย ผู้ใดทำนาก็ให้นำข้าวมาเสีย ผู้ใดทำนาเกลือก็ให้เอาเกลือมาเสียทางวัดก็มีพนักงานคอยเก็บรักษาและจำหน่ายประจำเสมอ ที่ด้านหน้าของพระวิหารมีตัวหนังสือไทยน้อยหรือหนังสือลาวเดี๋ยวนี้อยู่ด้วย แต่เวลานี้เก่าและลบเลือนมากอ่านไม่ได้ความติดต่อกัน พระเจ้าองค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ฝีมือช่างฝ่ายเหนือและล้านช้างผสมกัน นับเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก เป็นพระประธานซึ่งสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนั่งขัดสมาธิปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 3 เมตร 29 เชนติเมตร สูง 4 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภู องค์ตื้อ ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง เคารพนับถือมาก</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<h2><span style="font-size:24px;"><strong>ประวัติในหินศิลาจารึกเรื่องหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ</strong></span></h2>

<ul>
	<li><span style="font-size:20px;">1. สร้างเมื่อพุทธศักราช 105 พระวรรษา</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">2. พระชัยเชษฐาเป็นลูกเขยพระยาศรีสุวรรณ ภรรยาของพระชัยเชษฐาคือ พระนางศรีสมโพธิ มีลูก 4 คน เป็นชาย 3 คน เป็นหญิง 1 คน</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">3. พระชัยเชษฐา เกิดที่เมืองเวียงคุก ภรรยาเกิดที่เมืองจำปา ( บ. น้ำโมง ) ในปัจจุบันนี้</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">4. นามวัด โกศีล สร้างได้ 1ปี 3 เดือน สมภาร ชื่อ พระครูอินทราธิราช อายุ 34 ปี พรรษา 15 มีพระอยู่ด้วย 12 รูป สามเณร 5 รูป</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">5. ทางวัดโกศีล ทางยาว 1 เส้น 5 วา กว้าง 1 เส้น 10 วา</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">6. วัดโกศีล เป็นวัดที่สำคัญมากกงจักรเกิดที่วัดนี้ พระชัยเชษฐาจึงเลื่อมใสจึงชักชวนคณะที่มีศรัทธารวม 8 คน สร้างพระพุทธรูปใหญ่หน้าตัก กว้าง3 เมตร สูง 4 เมตร รายนามบุคคลทั้ง8 คือ</span></li>
</ul>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระชัยเชษฐา ท้าวอินทราธิราราช ท้าวเสนากัสสะปะ ท้าวอินทร ท้าวเศษสุวรรณ ท้าวพระยาศรี ท้าวดามแดงทิพย์ ท้าวอินสรไกรยสิทธิ์ รวมเป็นคน 12 ภาษาที่มาร่วมกันสร้าง พระชัยเชษฐาเป็นคนหล่อ</span></p>

<ul>
	<li><span style="font-size:20px;">7. พระชัยเชษฐาจึงป่าวร้องบริวาร 500 คนมาช่วยหล่อ เป็นทองเหลือง เงิน และคำผสมกันน้ำหนักได้หนึ่งตื้อ ทำพิธีหล่อเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ต่อเมื่อพระอินทร์และเทพยุดา 108 องค์มาช่วยหล่อจึงสำเร็จ</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">8. วัดโกศีล ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง สร้างอยู่ 7 ปี 7 เดือน จึงสำเร็จเป็นหลวงพ่อองค์ตื้อ</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">9. เมื่อหล่อแล้ว มีอภินิหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึง 100 อย่าง</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">10. พระพุทธรูปองค์นี้สิ้นเงิน 105,000 ชั่ง</span></li>
	<li><span style="font-size:20px;">11. บ้านที่ขึ้นเป็นบริวารมี 13 บ้านคือ เมืองเวียงคุก กองนาง กำพร้า จินายโม้ ปากโค พรานพร้าว ศรีเชียงใหม่หนองคุ้งยางคำ หนองแซงศรี สามขา ท่าบ่อ พร้าว บ่อโอทะนา</span></li>
</ul>

<p>&nbsp;</p>

<h2><span style="font-size:24px;"><strong>การดำเนินงานในวัดศรีชมภูองค์ตื้อ</strong></span></h2>

<p><span style="font-size:20px;"><b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานด้านสาธารณูปการ</b>&nbsp;วัดศรีชมภูองค์ตื้อ ได้บูรณะ ซ่อมแซม ก่อสร้าง เสนาสนะ ถาวัตถุต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น วิหารประดิษฐานหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ ศาลาการเปรียญพระครูสังวรกัลยาณวัตร หอพระไตรปิฎก ศาลาเอนกประสงค์ ศาลากองอำนวยการ ห้องน้ำพระภิกษุสงฆ์ กุฏิสงฆ์ ศาลาเอนกประสงค์ริมแม่น้ำโมง เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเป็นศูนย์อุทยานแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น และเป็นแหล่งสร้างบุญกุศลในทางพระพุทธศาสนา</span></p>

<p><span style="font-size:20px;"><b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การบริหารการปกครอง</b>&nbsp;วัดศรีชมภูองค์ตื้อ มีการบริหารปกครองเป็นแบบสังฆสภา ประชาธิปไตย โดยยึดหลักธรรมาธิปไตย มีคณะกรรมการบริหาร จัดการ ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อยังศรัทธาให้เกิดแก่อุบาสกอุบาสิกา พุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งใกล้และไกล ซึ่งมีพระภิกษุจำพรรษา ไม่ต่ำกว่า 15 รูป สามเณรไม่ต่ำกว่า 17 รูป ทุกปี</span></p>

<p><span style="font-size:20px;"><b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศาสนศึกษา</b>&nbsp;วัดศรีชมภูองค์ตื้อ แหล่งการศึกษาของพระภิกษุสามเณร รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้สนใจทั่วไป เยาวชนนักเรียนนักศึกษา สามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้จากวัดได้ทุกโอกาส ซึ่งได้เน้นศาสนศึกษาหลัก ๆ สำหรับพระภิกษุสามเณร คือ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี (ประโยค 1-2, 3, 4,) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมศึกษาสำหรับเยาวชนทั้งหลาย ซึ่งเป็นการปลูกฝังพุทธธรรม คุณธรรมจริยธรรมในจิตใจของเยาวชนของชาติ</span></p>

<p><span style="font-size:20px;"><b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเผยแผ่พระพุทธศาสนา</b>&nbsp;วัดศรีชมภูองค์ตื้อ ได้ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยวิธีการต่าง ๆ อาทิเช่น โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน โครงการอบรมค่ายพุทธธรรม โครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรมต่อต้านยาเสพติด โครงการปฏิบัติธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จัดแสดงธรรมในวันธัมมัสสวนะ จัดโครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้กับคณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานเอกชนทั่วไป จัดส่งพระวิทยากรดำเนินการอบรม ให้กับหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานเอกชนทั่วไป อบรม/บรรยายธรรมแก่ชีพราหมณ์ผู้ถือศีลอุโบสถตลอดเทศกาลเข้าพรรษา จัดโครงการบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ จัดพระวิทยากรสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนในเขตอำเภอท่าบ่อและอำเภอใกล้เคียง</span></p>

<p><span style="font-size:20px;"><b>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การสาธารณสงเคราะห์</b>&nbsp;วัดศรีชมภูองค์ตื้อ ได้ให้การสนับสนุนแก่สังคมต่าง ๆ ตามสมควรแก่ฐานะ อาทิเช่น บริจาคที่ดินให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้เรียนดีแต่ยากจน บริจาควัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาแก่โรงเรียน บริจาคปัจจัยสมทุบทุนในการก่อสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ บริจาคอุปกรณ์คอมพิเตอร์แก่หน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน บริจาคช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย เป็นต้น</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<h2><span style="font-size:24px;"><strong>ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคม</strong></span></h2>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในอดีตพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ล้านช้างผู้สร้างพระเจ้าองค์ตื้อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ทรงสถาปนาและทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ มากมาย พุทธศิลป์ในยุคนี้ได้รับอิทธิพลจากล้านนามาก รวมทั้งพระเจ้าองค์ตื้อ พระพุทธรูปทองสำริดขนาดใหญ่ที่วัดองค์ตื้อ นครเวียงจันทน์ และวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สิทธิพร ณ นครพนม อธิบายไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดหนองคายว่า &ldquo;พระเจ้าองค์ตื้อ&rdquo; พระพุทธรูปขนาดใหญ่หนัก 1 ตื้อ (ประมาณ 12,000 กิโลกรัม ตื้อเป็นมาตรวัดของคนล้านนา) ศิลปะล้านนา สร้างเมื่อพ.ศ. 2105 เชื่อกันว่า เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระนางยอดคำทิพย์ พระบรมราชชนนีของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทั้งกำหนดเป็นพระราชพิธีที่กษัตริย์เวียงจันทน์ต้องเสด็จมานมัสการ พระเจ้าองค์ตื้อทุกเดือน 4 เสด็จพร้อมขบวนช้าง ม้า มาสักการะจากวัดท่าคกเรือ อำเภอท่าบ่อถึงวัดพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร ถนนนี้จึงมีชื่อว่า &ldquo;จรดลสวรรค์&rdquo; มาจนถึงปัจจุบัน</span></p>

<p><span style="font-size:20px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2520 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาทินัดดามาศ เสด็จเป็นองค์ประธานยกช่อฟ้าขึ้นสู่วิหารประดิษฐานหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ (ม.ว.ก.) ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบรรณของวิหารหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ และได้ทรงมอบพระนามาภิไธยของทั้งสองพระองค์จารึกลงในแผ่นศิลาหินอ่อนไว้ด้านหน้าของตัววิหารหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อด้วย</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:20px;">ขอบคุณข้อมูลจาก&nbsp; :&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD">&nbsp;</a></span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/">https://th.wikipedia.org/wiki/</a><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD"><span style="font-size:20px;">วัดศรีชมภูองค์ตื้อ</span></a></p>

<p><span style="font-size:20px;">ขอบคุณรูปภาพจาก&nbsp; :&nbsp;&nbsp;<a href="http://www.thaimaptravel.com/">http://www.thaimaptravel.com/</a></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nki.onab.go.th/th/file/get/file/20210514646ecd90ab9eae39d9af426b968d0e82104044.jpg' type='image/jpg' length='313494' />
</item>
</channel>
</rss>
